welcom

Sponsor

Banner
Home Wat Stocholm
News
Nytt år Ceremony 2010 /2553Varmdö Temple
DSC04372


Invitation

Welcome to Buddharama Temple in Varmdö
We are celebrating new year Ceremony Buddhist Ceremony
Saturday 1-2/01-2010
 from 10.00 a.m to 15.00 p.m

Read more...
 
ในหลวงเสด็จลอยกระทง และประวัติหลวงพ่อสมเด็จฯ

ในหลวงเสด็จลอยกระทง

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 10:44

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จลอยกระทงท่าน้ำศิริราช ทรงโบกพระหัตถ์ให้ประชาชนที่มารอเข้าเฝ้า

 

 

 

 

 

 



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินมายังท่าน้ำศิริราช ภายในโรงพยาบาลศิริราช เพื่อทรงลอยพระประทีปเป็นการส่วนพระองค์ โดยทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนร่วมเฝ้ารับเสด็จในการนี้ด้วย โดยในวันนี้ทรงฉลองพระองค์สีชมพู สวมทับด้วยฉลองพระองค์นอกสีขาว สนับเพลาสีดำ ประทับนั่งด้วยรถเข็นไฟฟ้า ทรงมีพระพักตร์ที่แจ่มใส แย้มพระสรวล พร้อมโบกพระหัตถ์ทักทายประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ ท่ามกลางความปลาบปลื้มใจของพสกนิกรที่เปล่งเสียงทรงพระเจริญอย่างกึกก้อง ที่ได้ชมพระบารมีของพระองค์อย่างใกล้ชิด

วันลอยกระทง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

กระทงแบบดั้งเดิมนั้นทำจากวัสดุธรรมชาติ

วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา "มักจะ" ตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาพระแม่คงคาด้วย

ประเพณีในแต่ละท้องถิ่น

นอกจากนี้ในแต่ละท้องถิ่นยังอาจมีประเพณีลอยกระทงที่แตกต่างกันไป และสืบทอดต่อกันเรื่อยมา

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี  รวบรวมโดยพระครูสุตพุทธิธัช สวีเดน

สมเด็จพระพุฒาจารย์
(เกี่ยว อุปเสโณ)
สมเด็จเกี่ยว
20060610-162402-King-60th.jpg
เกิด 3 มีนาคม พ.ศ. 2471
อุปสมบท 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2492
พรรษา 60
อายุ 81
วัด วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
จังหวัด กรุงเทพมหานคร
สังกัด มหานิกาย
วุฒิการศึกษา ป.ธ.9 น.ธ.เอก
ตำแหน่งงานคณะสงฆ์ กรรมการมหาเถรสมาคม
เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) (นามเดิม: เกี่ยว โชคชัย) เป็นพระสงฆ์มหานิกาย ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เคยรักษาการแทนพระสังฆราช และปัจจุบันเป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระเถระที่มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์สูงสุดของมหาเถรสมาคม[1][2][3][4]

สมเด็จพระพุฒาจารย์ เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2471บ้านเฉวง ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี[5] บรรพชาเป็นสามเณรวัดภูเขาทอง อำเภอเกาะสมุย ได้อุปสมบทที่วัดสระเกศ เมื่อปี พ.ศ. 2492

สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 9 และเป็นเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี พ.ศ. 2508 เมื่อปี พ.ศ. 2516 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานแต่งตั้งเป็น รองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ พระธรรมคุณาภรณ์ และเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เมื่อปี พ.ศ. 2533 สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้เลื่อนเป็น สมเด็จพระราชาคณะ ที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ในปี พ.ศ. 2540 ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายเผยแผ่พระพุทธศาสนามหาเถรสมาคม

เนื่องจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชมีพระอาการประชวร และเสด็จเข้าประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2545 ทำให้เข้าร่วมงานพระศาสนาไม่สะดวก[6][7] มหาเถรสมาคม จึงได้แต่งตั้งให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ในต้นปี พ.ศ. 2547[ต้องการแหล่งอ้างอิง] ต่อมาการแต่งตั้งนั้นได้สิ้นสุดลงเพราะครบระยะเวลาที่กำหนด มหาเถรสมาคมจึงมีมติให้แต่งตั้ง คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อบริหารกิจการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระญาณสังวร โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ในฐานะมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในขณะนั้นทำหน้าที่เป็นประธาน[1][2] การแต่งตั้งดังกล่าวทั้งสองครั้ง ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่ม หลวงตาบัว นายสนธิ ลิ้มทองกุล และนายทองก้อน วงศ์สมุทร[3][8][9][10]

เนื้อหา

 ประวัติครอบครัว และการศึกษา

เกี่ยว โชคชัย เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2471 (ตรงกับวันอาทิตย์ แรม 8 ค่ำ เดือน 3 ปีมะโรง) [5]บ้านเฉวง ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนบุตร 6 คน ของนายฮุ้ยเลี้ยน แซ่โหย้ (เลื่อน โชคชัย) และนางยี แซ่โหย้ (ยี โชคชัย) ครอบครัวโชคชัยมีอาชีพทำสวน

เกี่ยว โชคชัยสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ในปี พ.ศ. 2483 ก่อนที่จะถึงกำหนดวันเดินทางไปศึกษาต่อยังโรงเรียนในตัวเมืองสุราษฎร์ธานี เด็กชายเกี่ยวเกิดมีอาการป่วยไข้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน บิดามารดาจึงบนบานว่า หากเด็กชายเกี่ยวหายจากป่วยไข้ ก็จะให้บวชเป็นเณร ภายหลังจากบนบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2484 ที่วัดสว่างอารมณ์ ตำบลบ่อผุด โดยมีเจ้าอธิการพัฒน์ เป็นพระอุปัชฌาย์[11]

ความตั้งใจเดิมของสามเณรเกี่ยว คือ การบวชแก้บนสัก 7 วัน แล้วก็จะลาสึกไปรับการศึกษาในฝ่ายโลก แต่เมื่อบวชแล้วได้เปลี่ยนใจ ไม่คิดจะสึกตามที่เคยตั้งใจไว้ โยมบิดามารดาจึงได้พาสามเณรเกี่ยวไปฝากกับหลวงพ่อพริ้ง (พระครูอรุณกิจโกศล) เจ้าอาวาสวัดแจ้ง ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย[12]

วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร

ในเวลาต่อมา หลวงพ่อพริ้งได้นำไปฝากไว้กับอาจารย์เกตุ คณะ 5 ณ วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร แต่หลังจากนั้นเป็นเวลาไม่นาน กรุงเทพมหานครต้องประสบภัยจากสงครามโลกครั้งที่สอง กรุงเทพมหานครถูกเครื่องบินทิ้งระเบิด หลวงพ่อพริ้งจึงได้รับตัวพาไปฝากท่านอาจารย์มหากลั่น ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา[ต้องการแหล่งอ้างอิง] เมื่อสงครามสงบ หลวงพ่อพริ้งได้พากลับไปที่วัดสระเกศอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามในเวลานั้น ท่านอาจารย์เกตุ ได้ลาสิกขาบทไปแล้ว หลวงพ่อพริ้งจึงพาฝากไว้กับ พระครูปลัดเพียบ (ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับโปรดเกล้า ฯ สถาปนา เป็นพระธรรมเจดีย์ และเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ) [ต้องการแหล่งอ้างอิง]

ท่านได้ศึกษาธรรมะจนสอบได้นักธรรมชั้นเอก และศึกษาปริยัติธรรม สอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณร[ต้องการแหล่งอ้างอิง] ต่อมา เมื่อมีอายุครบอุปสมบท ก็ได้อุปสมบทในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 ที่วัดสระเกศ โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช อยู่ ญาโณทโย (ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมวโรดม) ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์[ต้องการแหล่งอ้างอิง] จนถึงปี พ.ศ. 2497 สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค[13][14]

สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี[15] และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ[16]

สมณศักดิ์

เจ้าประคุณ สมเด็จฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานแต่งตั้ง เลื่อนและสถาปนาสมณศักดิ์ โดยลำดับ ดังนี้

งานด้านวิชาการและการบริหารคณะสงฆ์

พ.ศ. 2494-2514

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ภาพเมื่อเป็นพระราชาคณะที่ พระเทพคุณาภรณ์ ปี 2507:องค์กลางในรูป

สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้เริ่มต้นงานด้านวิชาการและการบริหารคณะสงฆ์ ในปี พ.ศ. 2494 โดยเป็นครูสอนปริยัติธรรม ต่อได้เป็นกรรมการตรวจ ธรรมสนามหลวง ในปี พ.ศ. 2496 และเป็นกรรมการตรวจบาลีสนามหลวง ในปี พ.ศ. 2497 ในปีเดียวกัน ได้เป็นกรรมการพิเศษแผนกตรวจสำนวนแปลวินัยปิฏก ฉบับ พ.ศ. 2500 ของคณะสงฆ์

ในปี พ.ศ. 2500 สมเด็จพระพุฒาจารย์ได้เป็นอาจารย์สอนภาษาบาลีที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปีต่อมาได้เลื่อนเป็นหัวหน้าแผนกบาลีธรรม และเป็นอาจารย์สอนพระสูตร และประธานหัวหน้าแผนกคณะพุทธศาสตร์ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในปีพ.ศ. 2502 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยอธิการบดี และหัวหน้าแผนกธรรมวิจัย ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

ในปี พ.ศ. 2506 สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้รับเลือกเป็นอนุกรรมการมหาเถรสมาคม ในปี พ.ศ. 2507 ได้รับเลือกเป็น เลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 9 (เขตปกครองจังหวัด ขอนแก่น, มหาสารคาม, กาฬสินธุ์, ร้อยเอ็ด) [ต้องการแหล่งอ้างอิง] ในปี พ.ศ. 2508 ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 9 และเป็นเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

ในปี พ.ศ. 2513 สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้รับเลือกเป็นกรรมการร่างหลักสูตร ร.ร. พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา และเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

 กรรมการมหาเถรสมาคม

ในปี พ.ศ. 2516 สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานแต่งตั้งเป็น รองสมเด็จพระราชาคณะ เป็นพระองค์ที่ 3 ในประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับสถาปนาแต่งตั้งขึ้นเป็นชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะที่มีอายุไม่ถึง 50 ปี[17]

ภาพ:สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ในพิธีทรงตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนใต้ ประจำปี พ.ศ. 2549

ต่อมาในปี พ.ศ. 2524 ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 (เขตปกครองจังหวัดอุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, นครพนม, ยโสธร, มุกดาหาร, อำนาจเจริญ) ในปี พ.ศ. 2528 ได้ เป็นประธานกรรมาธิการสังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎก ในมหามงคลวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในปี พ.ศ. 2532 สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะหนใหญ่หนตะวันออก และในปี พ.ศ. 2534 ได้เป็นประธานกรรมการจัดการชำระและพิมพ์อรรถกถาพระไตรปิฎก เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 ในปี พ.ศ. 2540 สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็น ประธานคณะกรรมการฝ่ายเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของมหาเถรสมาคม และเป็นประธานคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติและอุบัติภัย

นอกจากนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นผู้ริเริ่มตั้งโรงพิมพ์กรมการศาสนา และได้แสดงธรรมทางสถานีวิทยุ 919 ในรายการ “ของดีจากใบลาน” เป็นประจำ[ต้องการแหล่งอ้างอิง]

 ภารกิจต่างประเทศ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้เริ่มต้นงานด้านวิชาการและการบริหารคณะสงฆ์ ในปี พ.ศ. 2498 ได้ไปร่วมประชุมฉัฏฐสังคีติ ณ สหภาพพม่า ในปี พ.ศ. 2505 สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปดูการศาสนาและเพื่อศาสนสัมพันธ์ที่เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2510 ได้เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปสังเกตการณ์ การศึกษาพระพุทธศาสนาที่ลาว ศรีลังกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ในปี พ.ศ. 2512 เป็นกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูต

ในปี พ.ศ. พ.ศ. 2515 สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้ไปสังเกตการณ์การศึกษาทางพระพุทธศาสนาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกา และในปี พ.ศ. 2525 ได้รับตำแหน่งรองประธานสภาสงฆ์แห่งโลก[15][18]

ตำแหน่งรักษาการแทนพระสังฆราช และประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 รักษาการแทนพระสังฆราช

หนังสือ “ขอรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช” ที่ พศ 0006/3 วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2547

ตามที่ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงประชวร และเสด็จประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2545 ทำให้ทรงไม่สามารถปฏิบัติพระศาสนกิจได้สะดวก[6][7] ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้ขอความเห็นจากคณะแพทย์และคณะกรรมการวัดบวรนิเวศวิหาร มีพระเทพสารเวที ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน เสนอที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคมในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2547 ที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม มีมติอนุโมทนาสนองข้อเสนอดังกล่าว โดยให้แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นการชั่วคราว[ต้องการแหล่งอ้างอิง] และโดยที่สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี วัดราชบพิธ สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์มีอายุถึง 96 พรรษา (ณ เวลานั้น) อีกทั้งยังอาพาธ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เช่นกัน จึงเห็นสมควรให้สมเด็จพระราชาคณะมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ลำดับถัดไป ได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โดยมีสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะอื่นอีก 5 รูป เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่[ต้องการแหล่งอ้างอิง] โดยที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2547 โดยมีนาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตร เป็นผู้ลงนาม[19] ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้ทรงมีพระบัญชาว่า “ทราบและเห็นชอบ” เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2547[ต้องการแหล่งอ้างอิง] อย่างไรก็ตาม ในปลายปี พ.ศ. 2548 หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ ได้กล่าวหาว่า ลายมือเขียน “ทราบและเห็นชอบ” ไม่ได้เป็นของสมเด็จพระสังฆราช แต่เป็นของ พระเทพสารเวที เลขานุการ สมเด็จพระสังฆราช[20]

สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2547 เช่น เป็นประธานในพิธีวันวิสาขบูชาโลก ในช่วง 30 พ.ค. ถึง 3 มิ.ย. ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่คณะสงฆ์ในโลกทั้ง 3 นิกาย คือ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน ได้มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาร่วมกันในสถานที่เดียวกัน[21]

[แก้] ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ขณะทำหน้าที่คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (สังเกตร่ม)

ต่อมาการแต่งตั้งนั้นได้สิ้นสุดลงเพราะครบระยะเวลาที่กำหนด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และ พ.ศ. 2547 เพื่อให้มีคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2547[22] มหาเถรสมาคม มีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุม เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ให้แต่งตั้ง คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อบริหารกิจการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระญาณสังวร คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประกอบด้วยพระราชาคณะ รวม 7 รูป จากพระอาราม 7 วัด ทั้งจากฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตนิกาย โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ ในฐานะมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำหน้าที่ประธาน[3]

นอกจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์แล้ว พระราชาคณะอีก 6 รูปในคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มีดังต่อไปนี้

  1. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร (มหานิกาย, อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2487, ได้เป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อปี พ.ศ. 2535 โดยเป็นพระผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองจากสมเด็จพระพุฒาจารย์) [4][23]
  2. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ( ช่วง วรปุญโญ ป.ธ. 9)เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ (มหานิกาย, อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2488, ได้เป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อปี พ.ศ. 2538) [24]
  3. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม (มหานิกาย, อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2471) [ต้องการแหล่งอ้างอิง]
  4. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม (ธรรมยุต, อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2483, ได้เป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อปี พ.ศ. 2543) [25]
  5. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ (ธรรมยุต, อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2480, ได้เป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อปี พ.ศ. 2544) [26]
  6. สมเด็จพระญาณวโรดม เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส (ธรรมยุต, อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2480, ได้เป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อปี พ.ศ. 2546) [27][28]

สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ในช่วงปี พ.ศ. 2547 ถึงปี พ.ศ. 2549 เช่น เป็นประธานในพิธีวันวิสาขบูชาโลก ประจำปี พ.ศ. 2548 โดยมีผู้นำศาสนาพุทธจาก 41 ประเทศเข้าร่วม และกล่าวเปิดประชุมโดยการประกาศให้ผู้นำศาสนาพุทธทั่วโลกร่วมกันยกย่ององค์พระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงเป็นองค์พุทธมามกะประเสริฐยิ่งในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พร้อมแนะให้ใช้หลักแห่งพุทธะดับความร้อนรุ่มของโลก[29]

ประวัติ และบทความเกี่ยวกับ

พระธรรมสิทธินายก กับ...การปักธงธรรมจักรในต่างแดน



ในแวดวงคณะสงฆ์ไทยรุ่นใหม่ พระธรรมสิทธินายก
เป็นพระสงฆ์รุ่นใหม่ที่เป็นนักบริหารของวงการสงฆ์ในยุคปัจจุบันเพราะมีพรแสวงด้านการทำงานเป็นมือประสานธร
รมยุต มหานิกาย และรัฐบาล อีกทั้งเป็นพระอนุจรสนองงานของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

นอกจากมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมและงานของสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง
ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการแม่กองธรรมสนามหลวง
พระธรรมสิทธินายกยังได้รับมอบหมายจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ให้มีหน้าที่ดูแลงานพระธรรมทูตสายสหภาพ
ยุโรป ที่มีวัดภายใต้การปกครอง ๑๓ วัด ใน ๑๐ ประเทศ ทั้งยุโรปและสแกนดิเนเวีย

"บทบาทพระที่ต่างประเทศต้องทำหน้าที่ทุกอย่างเป็นหมด พระที่ไปมีความอดทนสูงมาก
บางคนเห็นพระไปต่างประเทศจริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าสบาย ๘๐ เปอร์เซ็นต์อยากกลับบ้านอยู่เมืองไทยสบายกว่าเยอะ
ที่นั่นต้องทำทุกอย่าง ภูมิอากาศบ้านเรานี่เอื้อแต่ที่นั่นไม่เอื้ออำนวย ชีวิตคนไทยเนี่ยดี
สบายมากมีความสุขที่สุด ถ้าคนไทยไปรอบโลกมาแล้วจะรักประเทศไทยอีกไม่รู้กี่เท่าตัว"
พระธรรมสิทธินายก กล่าว พร้อมกับบอกด้วยว่า

นโยบายการสร้างวัดไทยในต่างประเทศของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) คือ
เงินที่จะสร้างวัดไทยในต่างประเทศนั้น รวบรวมมากจากศรัทธาจากคนในประเทศในนั้นๆ
ซึ่งสามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่ได้นำเงินออกจากประเทศแม้แต่บาทเดียว
เราต้องยอมรับว่าเราเป็นประเทศด้อยพัฒนาการที่เรานำเงินออกนอกประเทศโดยที่ไม่สอดคล้องกับรัฐบาลเป็นเรื่อ
งที่ไม่ค่อยเหมาะสม เราจึงมุ่งหวังว่าคนที่อยู่ต้องช่วยตัวเอง

ขณะเดียวกันเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์
พิจารณาว่าพระพุทธศาสนาได้ประดิษฐานมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศไทย
กล่าวได้ว่าประเทศไทยเป็นผู้นำประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาในโลกปัจจุบัน
ก็น่าจะได้เผยแพร่ไปยังนานาประเทศด้วย เพื่อให้ชาวต่างชาติได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง
และเพื่อเจริญศาสนไมตรีระหว่างประเทศอันจะทำให้บวรพระพุทธศาสนาสถิตสถาพรอยู่ในโลกตลอดกาลนานจึงดำริให้สร
้างวัดในต่างแดน

ส่วนเหตผลสำคัญในการสร้างวัดไทยในต่างแดนนั้น พระธรรมสิทธินายก บอกว่า คนไทยในประเทศนั้น
ส่วนใหญ่เป็นสตรีที่สมรสกับชาวต่างชาติ ได้ติดตามสามีไปอยู่ประเทศเหล่านั้น ไม่มีที่พึ่ง
เวลามีปัญหาก็ไม่รู้จะหาทางออกยังไงและเวลาตายก็ไม่มีพระสงฆ์มาประกอบพิธีให้
ชาวไทยบางครั้งนิมนต์พระสงฆ์มาจากอังกฤษหรือเนเธอร์แลนด์มาเทศนาอบรมให้เกิดความอบอุ่นใจกันบ้าง
มาแสดงธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นที่พึ่งทางใจแก่คนไทย

---------////ล้อมกรอบ////-----------

ชาติภูมิ

"ธงชัย สุขโข" เป็นชื่อและสกุลเดิมของ "พระธรรมสิทธินายก" ปัจจุบันอายุ ๕๑ ปี
พรรษาที่ ๓๐ เกิดวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙ บิดาชื่อ นายเสงี่ยม มารดาชื่อ นางตัน สุขโข ณ
บ้านเลขที่ ๑๙ หมู่ ๕ ต.เขาวง อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

อุปสมบท พ.ศ. ๒๕๑๙ ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร โดยมี
สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร เป็นพระอุปัชฌาย์

วิทยฐานะ จบนักธรรมชั้นเอก เป็นพุทธศาสตรบัณฑิต หน้าที่การงาน ๑. เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง

๒.เป็นผู้ช่วยเลขานุการแม่กองธรรมสนามหลวง ๓.เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๙
๔.เป็นผู้รับผิดชอบงานพระธรรมทูตสายยุโรปและกลุ่มสแกนดิเนเวียตามพระบัญชาของสมเด็จพระพุฒาจารย์

สมณศักดิ์ พ.ศ.๒๕๓๐ เป็นพระครูประสิทธิสรคุณ ฐานานุกรมในพระพรหมคุณาภรณ์ (สมเด็จพระพุฒาจารย์
ในปัจจุบัน)

พ.ศ.๒๕๓๒ เป็นพระครูพิทักษ์สุวรรณบรรพต

พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระสุวรรณเจติยาภิบาล

พ.ศ.๒๕๔๔ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชธรรมสาร

พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพสิริภิมณฑ์

วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นกรณีพิเศษ ที่ พระธรรมสิทธินายก ดิลกธรรมานุยุต ประสุตสุวรรณเจติยกิจ
วิสิฏฐวิเทศศาสนวราทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี 

ประวัติพระธรรมสิทธินายก ไตรเทพ ไกรงู  รวบรวมโดย พระครูสุตพุทธิธัช สวีเดน

ประวัติพระราชพุทธิวิเทศ

 

ชีวิตช่วงปฐมวัย

                                พระราชพุทธิวิเทศ (สวัสดิ์ อตฺถโชโต) นามสกุล แสงเพ็ง เป็นบุตรชายคนโตของนายกลิ่น แสงเพ็ง และนางปุ่ม แสงเพ็ง เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 ปีมะเมีย แรม 6 ค่ำ เดือน 3 ที่บ้านกอกหวาน หมู่ที่ 1 ตำบลสมอ อำเภอขุขันธ์ ปัจจุบันแยกเป็นอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ มีน้องชายสองคน และน้องสาวหนึ่งคน ครอบครัวมีอาชีพทำนา เมื่อเยาว์วัยท่านได้ช่วยบิดามารดาทำงานบ้านทุกอย่างเท่าที่เด็กจะพึงทำ เป็นเด็กขยันและไม่ซุกซน ชอบอ่านหนังสือ สมัยเด็กท่านสามารถอ่านหนังสือได้แตกฉานแม้จะเรียนแค่ชั้นประถมปีที่ 4 ก็ตาม

                                แต่ความที่ท่านเป็นเด็กรักการศึกษาเล่าเรียน แม้ต้องออกจากโรงเรียนประชาบาลบ้านกอกหวานเมื่อจบชั้นประถมปีที่ 4 ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาวิชาความรู้ต่อไป หลังจากหยุดพักการเรียนเพื่อช่วยบิดามารดาทำนาจนถึงอายุ 17 ปี ญาติซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายได้มาชักชวนให้ท่านบรรพชาด้วยความห่วงใยเกรงว่าท่านจะต้องทำนา เลี้ยงวัวเลี้ยงควายไปจนตลอดชีวิต ท่านออกบรรพชาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2490 ณ พัทธสีมาวัดบ้านกอกหวาน ในบ้านเกิดของท่าน โดยมีพระปลัดคอน วัดจีน ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษเป็นอุปชฌาย์ นับตั้งแต่บัดนั้น ท่านได้ใช้ชีวิตในร่มเงาพระพุทธศาสนาศึกษาปฏิบัติธรรม และแสวงหาวิชาความรู้อย่างอุตสาหะ วิริยะ ขยันหมั่นเพียร จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย เมื่อพ.ศ. 2542 สร้างความปิติยินดีแก่ครอบครัวและญาติโยมเป็นอย่างยิ่ง ประการสำคัญ วงการพุทธศาสนาของไทยมีพระผู้ใหญ่ที่ทรงภูมิปัญญาความรู้และคุณงามความดีเป็นที่สักการะบูชา ทั้งยังเป็นพึ่งทางใจของญาติโยมชาวไทยและชาวต่างประเทศสมดั่งเจตนารมณ์ของพระมหาเถรสมาคม ซึ่งมอบหมายหน้าที่พระธรรมทูตสายยุโรปให้ท่านมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ วัดพุทธาราม เมืองวาลแวกซ์ ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อ 18 ปีที่แล้วมา

ช่วงอุปสมบท

                 การแสวงหาวิชาความรู้และการทำงานในฐานะพระนักวิชาการและนักบริหารของท่านนับเป็นตัวอย่างอันดีงามแก่พระภิกษุสงฆ์รุ่นหลังที่จะไปปฏิบัติภารกิจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ ตลอดเวลาในช่วงอุปสมบท ท่านได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อุทิศกำลัง สติปัญญา ความรู้และความสามารถอย่างเต็มที่ แม้บ้างครั้งจะเหน็ดเหนื่อยและมีอุปสรรคนานัปการ ก็ไม่ทำให้ท่านท้อถอย ยังคงปฏิบัติภารกิจต่อไปด้วยความแน่วแน่มั่นคง นับตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 ที่ท่านได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสระเกศราชวรวิหาร โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช วัดสระเกศฯ เป็นพระอุปชฌาย์ และพระสุธรรมธีรคุณ วัดสระเกศฯ เป็นพระกรรมวาจารย์พระครูปลัดสุพัฒน์สุตคุณ วัดสระเกศ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ นับเป็นโชคดีของท่านที่ได้รับความเมตตาจากพระเถรชั้นผู้ใหญ่ช่วยกรุณาชี้แนะและอบรมสอนสั่งในคราวเดียวกันถึงสองรูป

                    เป็นเวลายาวนานถึง 58 ปีที่ท่านได้ปฏิบัติภารกิจเผยแพร่พระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ควบคู่ไปกับการศึกษาเล่าเรียน ทำงานทั้งสายวิชาการ ปกครอง และพัฒนา ท่านเป็นปราชญ์ผู้ไม่เคยหยุดเรียนรู้และยังทำงานเพื่อพัฒนาวัดและสังคมไทยในต่างประเทศตลอดมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ท่านมีอายุครบ 80 ปีบริบูรณ์ ท่านยังต้องทำงานอยู่ต่อไปในฐานะประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป และเจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เมืองวาลแวกซ์ เพื่อสืบสานงานด้านศาสนา พัฒนาวัดไทยในประเทศยุโรป และเป็นที่พึ่งทางใจแก่คนไทยที่ประสบปัญหาและความทุกข์กายทุกข์ใจอย่างไม่มีวันหยุด

การศึกษาและวิทยฐานะ

                หลังจากที่ท่านบรรพชาและสอบได้นักธรรมตรีที่วัดบ้านกอกหวานแล้ว ท่านได้เข้ากรุงเทพฯ อุปสมบทที่วัดสระเกศฯ แหล่งศึกษาเล่าเรียนทั้งทางธรรมและวิชาการ จนสำเร็จการศึกษาตามลำดับขั้นด้วยความพากเพียร ท่านได้แสดงทัศนคติต่อเรื่องการศึกษาเล่าเรียน ในบทความเรื่อง ห้องสมุดเป็นมหาวิทยาลัยเปิดของโลกที่ท่านเขียนไว้ดังนี้

                การศึกษาในระบบ คือการศึกษาที่รัฐหรือเอกชนดำเนินการไปตามกฎเกณฑ์ที่รัฐได้ตราเป็นระเบียบกฎเกณฑ์ไว้ว่า ชั้นประถมเด็กต้องเรียน 6 ปี ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามถือว่ามีความผิด ส่วนชั้นมัธยมเด็กต้องเรียน 6 ปี และชั้นอุดมศึกษาเด็กต้องเรียน 4 ปี ทั้งชั้นมัธยมและชั้นอุดมศึกษารัฐไม่บังคับ จะเรียนหรือไม่เรียนนั้นเป็นไปตามความสมัครใจ การเรียนในระบบจะต้องเรียนตามหลักสูตร ตามระยะเวลาที่หลักสูตรกำหนดไว้ เมื่อจบการศึกษาแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเผชิญปัญหาซึ่งเกิดในชีวิตของตนได้ เพราะในระบบการศึกษานั้น ไม่ได้สอนเพื่อเตรียมตัวสู้กับปัญหา ดังนั้น จึงมีบางคนกล่าวว่า การศึกษาที่แท้จริงนั้น จะเริ่มต้นเมื่อนักเรียนออกจากโรงเรียนแล้ว

         การศึกษานอกระบบ คือ การศึกษาด้วยตนเองตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย เป็นการศึกษาตลอดชีวิต สถานที่สำหรับให้การศึกษานั้น คือห้องสมุดนั่นเอง ห้องสมุดเป็นสถานที่ที่ให้การศึกษาแก่คนทั่วไปที่สนใจใคร่เรียนรู้ ห้องสมุดพร้อมอยู่เสมอที่จะให้การศึกษาแก่คนทั่วไป ไม่เลือกว่าบุคคลนั้นเป็นหญิงหรือชาย เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นคนจนหรือมั่งมี เป็นคนโง่หรือฉลาด และเป็นคนดีหรือเลว ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน

          ด้วยเหตุที่ท่านให้ความสำคัญต่อการศึกษาทั้งในและนอกระบบ ท่านจึงมีความมานะพยายาม ตั้งใจศึกษาหาวิชาความรู้อย่างไม่เคยหยุดนิ่ง และได้รับผลสำเร็จตามลำดับดังนี้

พ.ศ. 2494 สอบนักธรรมเอกได้ ณ สำนักเรียนวัดสระเกศฯ

พ.ศ. 2500 สอบเปรียญ 5 ประโยค ได้ ณ สำนักเรียนวัดสระเกศ 

พ.ศ. 2501 สอบได้มัธยมศึกษาปีที่ 8

พ.ศ. 2505 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านพุทธศาสตร์บัณฑิต  (พธ.บ) จากมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

พ.ศ. 2515 ได้รับปริญญาตรีด้านบรรณรักษ์ศาสตร์บัณฑิต (B.lib.sc)

            และอนุปริญญาภาษาอังกฤษ (Dip. In Eng)

พ.ศ. 2516 จบการศึกษามหาบัณฑิต ทางปรัชญาและศาสนา  (M.A.) จากมหาวิทยาลัยพาราณสี อินเดีย

พ.ศ. 2520 สอบได้ประกาศนียบัตรครูพิเศษมัธยม (พ.ม.)

พ.ศ. 2542 จบการศึกษาปริญญาเอก (Ph.D) จากมหาวิทยาลัยมคธ อินเดีย  

สมณศักดิ์ 

                                นอกจากท่านมีความรอบรู้ด้านพระธรรม และปรัชญาในพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งแล้ว ท่านยังเป็นพระนักวิชาการ นักปกครอง นักพัฒนา  และนักสังคมสงเคราะห์ จนเป็นที่ประจักษ์ถึงคุณงามความดี ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ดังนี้

                   5 ธันวาคม พ.ศ. 2519 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษในราชทินนาม พระครูอรรถเมธี                  

                                5 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในราชทินนาม พระประสิทธิสุตคุณ

                                5 ธันวาคม พ.ศ. 2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนาม พระราชพุทธิวิเทศ พิเศษศาสนกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

ตำแหน่งปกครอง

             ในช่วงที่ท่านอุปสมบทที่วัดสระเกศฯ ด้วยการทำงานอย่างหนักเอาเบาสู้ ทุ่มเททั้งสติปัญญาและความสามารถเต็มที่ เพื่อให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายลุล่วงสำเร็จด้วยดี บางครั้งต้องทำงานเพียงลำพัง ก็อดทนบากบั่นทำต่อไป แม้งานนั้นจะหนักหนาเพียงใด จนเป็นที่ไว้วางใจมอบหมายหน้าที่ด้านการปกครองและด้านการศึกษาที่สำคัญๆ ดังนี้

            พ.ศ. 2507 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรองเจ้าคณะภาค 9 

         พ.ศ. 2507 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการเจ้าคณะภาค 9  

             พ.ศ. 2512 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะ 16 วัดสระเกศฯ  

              พ.ศ. 2517 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ

           พ.ศ. 2519 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะ 16 วัดสระเกศฯ

            พ.ศ. 2534 ได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมให้เป็นพระธรรมทูตสายยุโรป ประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ จนถึงปัจจุบัน

             พ.ศ. 2537 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปชฌาย์

ตำแหน่งทางการศึกษา

                             พ.ศ. 2499 ได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนปริยัติธรรม สำนักเรียนวัดสระเกศฯ

                                พ.ศ. 2500 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการแผนกสนามหลวง

                                พ.ศ. 2504 ได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.)

                                พ.ศ. 2505 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำห้องสมุด มจร.

                                พ.ศ. 2512 ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าแผนกบริการและบรรณารักษ์ มจร.

                                พ.ศ. 2518 ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ากองห้องสมุด มจร.

                                พ.ศ. 2525 ได้รับแต่งตั้งเป็นคณบดี คณะครุศาสตร์ มจร.

                                พ.ศ. 2526 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการแผนกภาษาบาลีสนามหลวง

                                พ.ศ. 2530 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดี ฝ่ายบริหาร และในปีเดียวกันได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

                            งานด้านวิชาการ ท่านได้ศึกษาค้นคว้างานด้านวิชาการ และเรียบเรียงเขียนตำราและหนังสือออกมาหลายเล่ม ที่ล้วนเป็นหนังสือที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ได้แก่ หนังสือวิชาการบรรณารักษ์ศาสตร์เบื้องต้น หนังสือวิชาปรัชญาเบื้องต้นและบทความที่เกี่ยวข้องอีกหลายเรื่อง หนังสือบูชาพระตามวัน หนังสือพระประจำวัน หนังสือกรรมฐานประจำวัน และหนังสือรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับธรรมะ

               งานด้านบริการสังคม ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งประชาชนในตำบลบ้านเกิดของท่านยังขาดแคลนและมีความต้องการอยู่อีกมาก ในปี พ.ศ. 2526 ท่านจึงได้จัดสร้างห้องสมุดประชาชนที่วัดบ้านกอกหวาน และในปี พ.ศ. 2530 ได้ร่วมกับประชาชนชาวบ้านศรีษะกระบือ ตำบลกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ จัดตั้งกองทุน นิธิสวัสดิ์ศรีประชาโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการและบริจาคเงินสมทบโครงการนี้ในหมู่บ้านศรีษะกระบือ เพื่อสร้างเสริมสุขลักษณะและนิสัยรักความสะอาดแก่ประชาชน ทำให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ปลอดจากโรคภัย นอกจากนี้ ท่านยังได้พัฒนา ปรับปรุงคุณภาพชีวิตและการศึกษาของชุมชนชาวไทยทั้งในเมืองไทยและในต่างประเทศ  ดังนี้

                พ.ศ. 2532 ได้จัดตั้งกองทุนประสิทธิสุตคุณ (สวัสดิ์ อตถโชโต) ในโครงการสร้างห้องสุขาเพื่อประชาชนขึ้นที่บ้านกอกหวาน ตำบลโพธิ์ศรี อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ

                   พ.ศ. 2533 ได้จัดตั้งโครงการเพื่อพัฒนาหมู่บ้านของกองทุน นิธิสวัสดิ์ศรีประชา ที่บ้านสวาย และบ้านโคกเพชร ในเขตตำบลปราสาท อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ

                  พ.ศ. 2537 ได้จัดตั้งกองทุนสร้างห้องสุขาเพื่อประชาชนของ นิธิสวัสดิ์ศรีประชาที่บ้านโคกสูง ตำบลกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ

                  พ.ศ. 2543 ได้จัดตั้งห้องสมุดขึ้นที่วัดพุทธาราม เมืองวาลแวกซ์ ประเทศเนเธอร์แลนด์

               งานวันสำคัญของชาติและวันสำคัญทางศาสนา นับตั้งแต่ท่านได้มาปฏิบัติงาน เผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ วัดพุทธาราม เมืองวาลแวกซ์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทุกๆ ปีเป็นประจำทางวัดได้จัดงานในวันสำคัญทางพุทธศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา  เพื่อให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวต่างชาติในประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศใกล้เคียง ได้ร่วมกันทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ สวดมนต์เจริญจิตภาวนา และประกอบพิธีเวียนเทียน ในวันสำคัญทางศาสนาและเทศกาลทอดกฐิน มีการทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ สวดมนต์ และประกอบพิธีทอดกฐิน นอกจากนี้  ในวันสำคัญของชาติ ได้แก่ วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้จัดงานบวชชีพราหมณ์ ปฏิบัติธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและประกอบพิธีเทิดพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคล ในทุกๆ ปีมิได้ขาดอีกด้วย

                งานบุญประเพณี ท่านได้จัดงานบุญประเพณีที่สำคัญของไทยเป็นประจำทุกปี ได้แก่ งานทำบุญขึ้นปีใหม่ มีการตักบาตร ฟังเทศน์ สวดมนต์และเจริญจิตภาวนา งานทำบุญวันสงกรานต์ มีการสรงน้ำพระ ทำบังสกุลอุทิศให้บรรพบุรุษ และงานประเพณีลอยกระทง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อดำรงรักษาวัฒนธรรมประเพณีให้มีอยู่สืบไป เพื่อความสามัคคีในหมู่คณะและชุมชนชาวไทยที่ร่วมกันจัดกิจกรรม ตลอดทั้งเพื่อหาเงินสมทบทุนมูลนิธิวัดพุทธาราม ใช้ในการปฏิสังขรณ์บูรณะและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคของวัด

                 โครงการและกิจกรรมในโอกาสสำคัญต่างๆ  ในทุกๆ ปีทางวัดได้จัดโครงการปฏิบัติธรรมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยมีญาติโยมชาวไทยและชาวต่างชาติมารักษาศีล ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนา เสมอมามิได้ขาด นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมในโอกาสสำคัญๆ ดังนี้

                   พ.ศ. 2538 ทำพิธีเปิดงานนิทรรศการแสดงพระพุทธรูป ร่วมฉลองปีกาญจนาภิเษก ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ 50 ปี ณ พิพิธภัณฑ์กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

                    พ.ศ. 2539 ได้ไปทำพิธีเปิดงานนิทรรศการแสดงพระพุทธรูป ร่วมฉลองปีกาญจนภิเษก ในวโรกาสทรงครองราชย์ 50 ปี ที่พิพิธภัณฑ์กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

                พ.ศ. 2541 ได้ร่วมกับชุมชนชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศใกล้เคียงจัดงาน ไทยช่วยไทยเพื่อนำเงินไปช่วยชาติในยามที่ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤต

                 พ.ศ. 2542 ได้ร่วมกับชุมชนชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศใกล้เคียง จัดงานเพื่อหารายได้นำขึ้นทูลเกล้าถวายโดยเสด็จพระราชกุศล ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในปีเดียวกัน ทางวัดได้จัดโครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ ช่วงเทศกาลเข้าพรรษาและออกพรรษา เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสดังกล่าวเช่นกัน

                งานด้านสังคมสงเคราะห์ ท่านได้กล่าวถึงงานของพระธรรมทูตในยุคโลกาภิวัตน์ในบทความเรื่อง พระธรรมทูตที่ผู้คนอยากให้เป็นไว้อย่างน่าสนใจ เนื่องจากงานด้านสังคมสงเคราะห์เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของท่านในฐานะพระธรรมทูตว่า

                พระธรรมทูตนอกจากจะต้องเรียนรู้ในเรื่องของยุคสมัยข่าวสารข้อมูลหรือสารสนเทศแล้ว พระธรรมทูตจะต้องมีความรอบรู้ในวิชาการที่เป็นหน้าที่ของตน เป็นต้นว่าพระสมภารเจ้าวัดจะต้องมีวิชาความรู้อะไรบ้างสำหรับช่วยเหลือประชาชนที่เข้ามาวัด ให้ช่วยปัดเป่าความทุกข์ร้อนต่างๆ ประชาชนเกณฑ์ให้พระสงฆ์ที่เป็นสมภารเจ้าวัด ให้เป็นพระสารพัดนึก ให้รอบรู้สารพัดวิทยา ให้รอบรู้สารพัดปัญหา แม้กระทั่งขี้ เยี่ยวไม่ออก ก็บอกสมภารเจ้าวัดให้ช่วย จะโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะประชาชนเขาศรัทธาในตัวสมภาร ในปัจจุบันญาติโยมทั้งหลายอยากให้พระธรรมทูตทั้งหลาย เป็นพระแบบพระสมภารเจ้าวัด เป็นพระสารพัดนึก สามารถแก้สารพัดปัญหา

                   ในความเป็นจริงแล้ว คนไทยในยุโรปแต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน เมื่อเกิดปัญหาก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร เพราะอยู่ท่ามกลางคนต่างชาติ ต่างศาสนาและวัฒนธรรม ทำให้คิดมากเกิดโรคเครียด แต่ถ้าวัดมีพระก็มีโอกาสระบายความทุกข์ใจให้พระฟัง พระก็จะให้ธรรมะ ทำให้หายเครียดลงได้บ้าง ส่วนญาติโยมที่เป็นฝรั่ง ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน พระมีส่วนช่วยได้ไม่มากนัก เพราะติดขัดปัญหาการสื่อสารให้เข้าใจ ทั้งปัญหาของคนไทยและฝรั่งคงเกินกำลังของพระที่จะแก้ไขได้ทั้งหมด จึงพยายามช่วยเท่าที่จะทำได้ โดยสรุปแล้ว ภารกิจด้านสังคมสงเคราะห์ของวัดมีดังนี้

                 -ช่วยเหลือประชาชน ให้คำแนะนำให้ธรรมะและประกอบพิธีทางศาสนาเพื่อให้เกิดความสบายใจแก่ผู้มีความทุกข์ใจ จากปัญหาส่วนตัวและปัญหาครอบครัว

                 -อำนวยความสะดวกในด้านการให้ความรู้ทางวิชาการ และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแก่นักเรียน นักศึกษาพระพุทธศาสนาที่วัดเป็นประจำ โดยเชิญวิทยากรมาให้คำแนะนำพิธีกรรมและจารีตประเพณีไทย

                 -ให้ความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในเนเธอร์แลนด์  โดยให้ใช้สถานที่เปิดบริการกงสุลสัญจรให้แก่ประชาชน ในการออกหนังสือเดินทาง ออกวีซ่า และงานทะเบียนราษฎรอื่นๆ ในวันสำคัญที่มีการทำบุญทางศาสนา 

ศาสนกิจด้านต่างประเทศ

                                นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุโรปคือภารกิจหลักสำคัญของท่านตามที่ได้รับมอบหมายจากมหาเถรสมาคมให้ดำรงตำแหน่ง พระธรรมทูตสายยุโรปปฏิบัติศาสนกิจประจำที่วัดพุทธาราม เมืองวาลแวกซ์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยการยึดมั่นในแนวทางและเป้าหมายของสมเด็จพุฒาจารย์ที่ได้ประทานกำหนดไว้ ให้เป็นกฎระเบียบข้อปฏิบัติแก่วัดไทยในสายงานของวัดสระเกศฯ ดังนี้

                                -เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจทางพุทธศาสนา อบรมสั่งสอนธรรมะแก่ประชาชนผู้สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

                                -เป็นสถานที่สนับสนุนการเผยแผ่ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และอบรมสมาธิภาวนาแก่ผู้สนใจ ทุกเพศทุกวัย ทุกชาติและทุกระดับชนชั้น

                                -เป็นศูนย์รวมของชาวพุทธที่อาศัยอยู่ตามประเทศต่างๆ ในยุโรป ในการประกอบศาสนกิจบำเพ็ญบุญในวันสำคัญของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตามประเพณีไทย

                                -เป็นสถานที่เผยแพร่วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย ให้กับเยาวชนไทยในต่างประเทศและชาวต่างชาติที่สนใจ

                                 -เป็นสถานที่สอนภาษาไทยให้กับเยาวชนไทย และชาวต่างชาติที่สนใจ

                                ผลงานของท่านที่ผ่านมาเป็นเวลา 18 ปี นับตั้งแต่มาปฏิบัติศาสนกิจที่วัดพุทธาราม เมืองวาลแวกซ์ ย่อมเป็นประจักษ์พยานแก่พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวต่างชาติในยุโรปได้เป็นอย่างดี เพราะท่านได้พัฒนา บูรณะ และขยายพื้นที่วัดออกให้กว้างขวางเพื่อให้สามารถประกอบศาสนกิจรองรับชาวไทย ครอบครัวและญาติมิตรชาวต่างชาติได้มากยิ่งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2534-2535 ทางวัดได้จัดงานทอดกฐินสามัคคี และทอดผ้าป่าสามัคคี โดยได้รับความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจจากชาวไทยและชาวต่างชาติในเนเธอร์แลนด์และประเทศใกล้เคียง จนสามารถชำระหนี้ค่าที่ดินและค่าอาคารงวดสุดท้าย รวมเป็นเงินจำนวน 400,000 กิลเดอร์ ในปี 2536

                                ตั้งแต่ พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบัน ท่านได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ทั้งภายในอาคารและพื้นที่รอบๆ บริเวณวัด เพื่อให้ดูงามตาเป็นระเบียบสมสง่าวัดไทยในยุโรป โดยสละเงินทองและกำลังกายอย่างไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก ท่านได้ทำการปรับปรุงห้องใต้ดิน เนื่องจากอาคารวัดมีสภาพเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรม ต่อมาได้ทำถนนเข้าวัด ทำที่จอดรถ และปลูกต้นไม้ เปลี่ยนกระเบื้องหลังคาวัด เพราะมีอายุใช้งานกว่าร้อยปีแล้ว จากนั้นจึงทำการปรับปรุงอาคารภายใน เปลี่ยนประตู หน้าต่าง และกระจกใหม่ ปูพรมห้องรับแขก ทำห้องสำหรับเป็นที่พักของพระสงฆ์รวม 6 เตียง สร้างห้องสุขาชั้นบนสำหรับพระสงฆ์ 1 ห้อง และห้องสุขาฝั่งแม่ชี 3 ห้อง ห้องน้ำ 1 ห้อง ทำการบูรณะอาคารที่พักแม่ชีและผู้มารักษาศีลปฏิบัติธรรม

           บริเวณอาคารเลขที่ 30 ท่านได้ทำการปรับปรุงปูพรม ทาสี เปลี่ยนผ้าม่าน ก่อสร้างฐานพระพุทธรูปหินอ่อนด้านนอก และสร้างบันไดใหม่ ปรับปรุงเครื่องทำความร้อน สร้างห้องสุขา 2 ห้อง ห้องน้ำ 2 ห้อง ปูพื้นลานจอดรถ สร้างห้องครัวใหม่ และเมื่อต้นปี 2552 ท่านได้สร้างห้องปฏิบัติธรรมและห้องสมุดสำหรับบริการพุทธศาสนิกชนและผู้สนใจชาวต่างชาติด้วย

                                เมื่อ พ.ศ. 2550 ทางวัดได้ตกลงเซ็นสัญญาซื้อที่ดินพร้อมอาคารติดกับวัด เป็นเงินทั้งสิ้น 600,000 ยูโร จากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ทางวัดได้ชำระค่าที่ดินไปแล้ว 3 งวดๆ ละ 45,000 ยูโร รวมเป็นเงิน 135,000 ยูโร หนทางยังอยู่อีกยาวไกลกว่าทางวัดจะชำระหนี้ได้หมด แต่เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์และชุมชนชาวไทยได้มีพื้นที่ในการประกอบศาสนกิจและประกอบกิจกรรมในวันสำคัญของชาติได้กว้างขวางยิ่งขึ้น จึงต้องยอมลำบากในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลานชาวไทยในวันข้างหน้า

บทสรุป                 

         ในโอกาสที่ท่านครบรอบ 80 ปีนี้ บรรดาญาติโยมและศิษยานุศิษย์ขอน้อมรำลึกถึงพระคุณของท่านที่ได้เมตตาเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อบรมสอนสั่งให้ชาวไทยประพฤติดีประพฤติชอบ เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ในสังคมต่างประเทศได้อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี และได้เป็นที่พึ่งทางใจแก่ชาวไทยและชาวต่างชาติในยุโรปมาเป็นเวลายาวนาน ผู้เขียนจึงขอฝากถ้อยคำของท่านที่ได้กล่าวให้โอวาทแก่กรรมการบริหารมูลนิธิวัดไทยธรรมาราม และตัวแทนพุทธศาสนิกชนในพิธีเปิดวัดไทยธรรมาราม เมืองวอเตอร์ลู ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2542 เพื่อเป็นแนวทางให้ญาติโยมและชุมชนชาวไทยในยุโรปน้อมนำไปปฏิบัติ เพื่อสืบสานและทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้ดำรงและเจริญงอกงามในต่างประเทศต่อไปว่า

                                การที่จะสร้างวัดพุทธในดินแดนชาวคริสต์นั้นยากยิ่งนัก การมีพระสงฆ์มาอยู่ประจำก็ยากยิ่งกว่านั้น แต่การที่จะให้พระศาสนาฝังรากลึก และให้พุทธศาสนิกชนลิ้มลองพระสัทธรรมตามอุดมการณ์อันสูงส่งนั้นยากเป็นที่สุด ขอให้พี่น้องทุกท่านช่วยกันทะนุบำรุงพระศาสนา และดูแลเอาใจใส่พระสงฆ์ให้ดี

                                เชื่อว่าพวกเราชาวพุทธคงจดจำโอวาทและน้อมนำไปปฏิบัติตามโดยไม่ยากนัก ถ้าเทียบกับความยากลำบากของพระภิกษุสงฆ์ที่ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างจากเมืองไทยมาอยู่ต่างแดนเพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือญาติโยมชาวไทยและชาวต่างชาติ ผู้เขียนขอยกข้อเขียนของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ฝากไว้เป็นเครื่องเตือนใจชาวไทยในต่างประเทศว่า

                                หน้าที่ของพระธรรมทูตก็คือ การเผยแผ่พระธรรม แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ท่านต้องทำหน้าที่ทุกอย่างตั้งแต่หน้าที่ประธานไปจนถึงภารโรง บางแห่งตอนขอพระไปอยู่ ก็บอกว่าทุกอย่างมีพร้อมแล้ว ขาดพระอย่างเดียว พอไปถึงจริงๆ ปรากฏว่าทุกอย่างยังขาดหมด ที่มีอยู่จริงคือพระอย่างเดียว พระจะต้องไปนั่งเป็นเตมีย์ใบ้ให้คณะกรรมการของมูลนิธิ เพราะวัดจะตั้งขึ้นมาได้ต้องมีมูลนิธิ ดังนั้น วัดจึงเป็นของมูลนิธิ คณะกรรมการมูลนิธิถือว่าตนมีอำนาจ มีหน้าที่ตามกฎหมาย พระก็ถือว่าตนเป็นประธานสงฆ์หรือเจ้าอาวาส มีสิทธิมีอำนาจโดยพฤตินัย อันนี้เป็นตัวปัญหาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเกือบทุกแห่ง ถ้าต่างคนรู้จักอำนาจหน้าที่ของตนแล้ว ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ วัดพุทธศาสนาในต่างแดนก็จะเจริญก้าวหน้า เป็นสถานที่ที่ชาวพุทธทุกชาติทุกภาษา มาศึกษาและปฏิบัติได้โดยทั่วหน้า ไม่รังเกียจเรื่องของสีผิวและชาติ สิ่งนี้แหละที่เป็นอุดมการณ์ที่มหาเถระสมาคมได้ตั้งพระธรรมทูตขึ้นมา พวกเราคนไทยในต่างแดน ควรจะภูมิใจและดีใจที่ทางคณะสงฆ์มีความห่วงใยเอื้ออาทรต่อพวกเรา และชาวพุทธทั้งหลายได้มีที่พึ่งทางใจ จะได้มีพลังสู้ชีวิตต่อไป

                               

                                                                *******************

 

                   

 

 
Inbjudan Buddhist ceremoni Värmdö and Fredrika 2009

 

We would like to invite you to come and participate on the Thai Summer Festival and Buddhist ceremony in the Buddharama Temple in Sweden, Värmdö. There will be diffrent kinds of activities and Cultural events. Thai Superstar will sing.

 

Inbjudan

 

Välcommen till buddharama Temple Fredrika

 

Vi fira Royal Katina Buddhist Ceremoni

 

Lördag den 17 Oct 2009 Kl 10.00-15.00

 

Folkets Hus - FREDRIKA

 

Buddharam temple, Holmselevägen 68,

 

Fredrika Sweden

 

Tel.(0046) 08-57024916 www.buddharam.com

------------------------------------------

Inbjudan

 

Välcommen till buddharama Temple

 

Vi fira Royel katina buddhist ceremoni

 

Lördag den 31 Oct 2009 Kl 10.00-15.00

 

Buddharam temple, torsbyvägen 42,

 

13951 Värmdö Sweden

 

Tel.(0046) 08-57024916 www.buddharam.com

 

Buss från Slussen till Kulan 437,438,439,474

 

 

Programme

09.00 am : Ordination ceremoy

10.00 am : Chantry 10.30 am : Dedication cermony

11.00 am : Everyone can offer lunch to venerable Monk. Bintabat (take some food with you)

12.00 am : Lunch for Lay people and start of show activities. Annoncing the winner of lottery. (Win a fly ticket to Thailand)

13.00 am : Dhamma Talk

14.00 am : Offering Royel katina i and Blessing

15.00 am : Clos

 

 

 

 
Sonkran 2009 Thai new year 2552


The Song Khran Festival in the Buddharama Temple in Sweden.

Songkran is a Thai traditional New Year which starts on April 13 every year and lasts for 3 days. Songkran festival on April 13 is Maha Songkran Day or the day to mark the end of the old year, April 14 is Wan Nao which is the day after and April 15 is Wan Thaloeng Sok which the New Year begins. At this time, people from the rural areas who are working in the city usually return home to celebrate the festival. Thus, when the time come, Bangkok temporarily turns into a deserted city.

Read more...
 
Vipassaná Retreat Program New year 2009

meditation

"Preparing you to graduate in the science of seeing the true nature of things.
Leaving behind the habit of saving suffering for oneself."
Vipassaná (Insight Meditation) Retreat Program
The Buddharama Temple cordially invites those who are interested in the Vipassaná (Insight Meditation) to participate in the retreats.

คลิ๊กอ่านภาษาไทย
Read more...
 
<< Start < Prev 1 2 Next > End >>

Page 1 of 2

Language เลือกภาษาอัตโนมัติ

English German Russian Spanish Swedish Thai

Picture Gallery

Events Calendar

« < March 2010 > »
S M T W T F S
28 1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 1 2 3

Manage Website

Give Donations

Enter Amount: