ประวัติวัดพุทาราม
เมืองสตีอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
พระพุทธศาสนาส่งสว่าง
ท่ามกลางของพระอาทิตเที่ยงคืน
คนไทยในสวีเดนเมื่อราว ๒๐ ปีก่อน จำนวนไม่มากนักเดินทางมาอยู่แดนไกลที่มีสภาพแวดล้อม ทั้งดินฟ้าอากาศ วัฒนธรรม แตกต่างไปจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนอย่างสิ้นเชิง ความยากลำบากในการปรับตัว ทำให้คนไทยกว่าครึ่งประสบภาวะกดดันทางจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มาวันนี้ คนไทยในสวีเดนหลายครอบครัวตั้งหลักแหล่งถาวรและมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าสามพันคน เมื่อมีโอกาสพบกันก็เกิดความคิดที่จะรวกลุ่มเป็น สมาคม ชมรม โดยมีวัตถุประสงค์ต่างกันออกไป ทั้งทางการเมือง วิชาการและวัฒนธรรม กลุ่มชาวพุทธไทยเริ่มจากความคิดของของคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่าชาวไทยในสวีเดน น่าจะได้ศูนย์รวมจิตใจเพื่อพบปะพูดคุยและเปลี่ยนทุกข์สุข มีสถานที่อ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งสถาบันอันน่าจะทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างดีที่สุดก็คือ “วัด” นั่นเอง แต่ความคิดที่จะสร้างวัดไทยขึ้นมาก็ยังดูห่างไกลจากความเป็นจริง จึงสรุปกันเพียงว่า จะขอนิมนต์พระสงฆ์ในประเทศไกลเคียงมาแสดงธรรมปีละครั้ง หลังจากนั้นจะปรึกษาหารือกันถึงความเหมาะควรในการที่สร้างวัดเป็นการถาวรในประเทศสวีเดนต่อไป
งานชิ่นแรกของสมาคมฯได้แก่งานวันมาฆบูชาในปีพ.ศ. ๒๕๒๖ ได้นิมนต์พระมหาจำนง ชุตินฺธโร มาเป็นประธานสงฆ์ แสดงพระธรรมเทศนา รวมทั้งได้นิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำเพื่อนปฏิบัติศาสนกิจ เผยแพร่พระพุทธสาสนาและเป็นที่พึ่งทางจิตใจแก่ชาวไทยในสวีเดน การจัดงานครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญ เพราะเป็นการแสดงความต้องการของชุมชนชาวไทย ที่จะมีพุทธแบบไทยขึ้นในสวีเดนเป็นวัดแรก ท่านทูตนิกร พรายแสงเพชร เอกอัครราชทูตในขณะนั้น ก็ได้ให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ ทำให้สมาคมฯ มองเห็นแสงสว่างในการจะอัญเชิญพระพุทะศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประดิษฐาน ดินแดนอาทิตย์เที่ยวคืนแห่งนี้
ภายหนังงานดังกล่าว สมาคมฯ จึงได้ติดต่อขอเช่าแฟลตที่เขตชุมชนอัลบี้ ชานกรุงสต๊อกโฮล์ม เพื่อให้เป็นวัดชั่วคราว ส่วนชื่อของวัดไทยแห่งนี้ ท่านเจ้าพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ รองแม่กองงานธรรมทูต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสะเกศ ราชวรมหาวิหารได้ประทานนามว่า วัดพุทธาราม ตามอย่างวัดไทยในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีพระมหาจำนงค์ ชุตินฺธโร เป็นประธานสงฆ์องค์แรกของวัดพุทธาราม สวีเดน มีพิธีเป็นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๗ นับเป็นวัดพุทธแห่งแรกในประเทศสแกนดิเนเวีย
การยอมรับแฟลตอัลบี้ว่าคือ วัดไทย นั้น นับเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ถูกต้องในความหมายของคำว่า “วัด” คือไม่จำเป็นต้องประกอบไปด้วยช่อฟ้า ใบระกา โบสถ์วิหาร ตมแบบที่คุ้นเคยกันในเมือไทย หากจะเป็นสถานที่ที่ชาวพุทธเมื่อเข้ามาแล้วสามารถมาแสดงความสงบร่มเย็นทางจิตใจได้ แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่คุ้นตาอยู่เมื่อเชื่อวัน
ข่าวการมีวัดไทยขึ้นในอัลบี้ก็แพร่กระจายไปทั่วในระยะเวลาอันสั้น ไม่เพียงแต่ชาวไทยพุทธเท่านั้นที่สนใจ ชาวพุทธเชื้อสายอื่น ๆ หรือแม้แต่ชาวสวีเดนที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ต่างก็หลั่งไหลกันมาที่ วัดพุทธารามมิได้ขาด สิ่งติดตามมาก็คือการประกอบศาสนากิจต่าง ๆ อาทิ การทำบุญวันเกิด แต่งงาน โหนผมไฟ งานศพ ฯลฯ ทั้งต่อชุมชนชาวไทยในสวีเดนเองและในต่างประเทศใกล้เคียง พระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาสผู้เป็นพรสงฆ์เพียงรูปเดี่ยว มีภารอันหนักที่ต้องรับกิจนิมนต์ทั้งในกิจปกติยามเมื่อมีผู้มาทำบุญที่วัด และยังเดินทางไปโปรดสัตว์ในทุกที่อย่างทั่วถึง นับเป็นการเสียสละอย่างสูงสุดของท่าน ก่อให้เกิดศรัทธาแห่งแห่งสาธุชนที่ร่วมกันบริจาคปัจจัยทำบุญเพิ่มพูนขึ้น นอกจากนี้ที่วัดยังมีการจัดงานในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา ตลอดจนงานทอดกฐิน ผ้าป่า งานสงกรานต์ งานวันแม่ งานวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นต้น การทอดกฐินครั้งแรกที่วัดพุทธาราม สวีเดนนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยมีท่านทูตนิกร พรายแสงเพ็ชร เป็นประธาน ครั้งที่สองในปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๘ พล.อ.อ สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเวลานั้นเป็นประธาน แต่ท่านไม่สามารถเดินทางมาประกอบพิธีด้วยต้นเองได้ จึงได้มอบให้ท่านทูตนิกร เป็นประธานการทอดกฐินแทน ประเพณีทอดกฐินนี้ได้ดำเนินติดต่อกันมาทุกปี นับเป็นงานสำคัญที่รวมใจและรวมกำลังศรัทธาของท่านชาวพุทธในต่างแดนให้เป็นปึกแผ่นมั่งคง
พระธรรมขจรขจายดุจดอกไม้บานสะพรั่ง
จากความสามัคคีและความร่วมมือร่วมใจของหลาย ๆ ฝ่าย ทำให้วัดพุทธาราม สวีเดน เผยแพร่พระธรรมคำสั่สอนของพระพุทธองค์ออกไปได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว อีกทั้งการจัดกกิจกรรมของวัดยังได้รับความร่วมมือจากกลุ่มสมาคมฯและพุทธศาสนิกชนทั่วไปอย่างดี อาทิ กลุ่มวงดนตรีสมัครเล่น มาทำทำหน้าที่ให้ความครึกครื้นรื่นเริงตามแบบงานวัดไทย ๆ สมาคมศาลาไทย ชมรมไทยในอุฟซอล และกลุ่มชาวไทยในเยอตะบอร์ย ส่งการแสดงนาฏศิลป์ มาเสริมให้ผู้ชมงานได้ซาบซึ้งถึงประเพณีและวัฒนธรรมไทย บริษัท การบินไทย (มหาชน) บริจาคตั๋วเครื่องบินเป็นรางวัลจัดสลากการกุศลหารายได้ นอกจากนี้อาหารการกินยังได้รับการบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธานำมาจำนายหารายได้เข้าวัด อีกด้วย
งานเอกสารเผยแพร่เป็นชิ้นเป็นอันอย่างหนึ่งได้แก่การออกหนังสือ “พุทธารักษา” เป็นวารสารที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่เนื้อหาสาระทางพระพุทธศาสนา และกิจกรรมของวัดนับเป็นสื่อกลางระหว่างบ้านและวัด
จนกระทั่งปลายปีพ.ศ. ๒๕๓๐ ปัจจัยที่ผู้มีจิศรัทธาร่วมกันบริจาคก็มีจำนวนสูงขึ้นเพียงพอที่ทางครธกรรมการและพระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาสจะตัดสินใจซื้อบ้านและที่ดินเนื้อที่กว่า ๓,๐๐๐ ตารมเมตร รินทะเลสาบทูร์บี้ ในเขตคลอมมูนแวร์เดอ ในราคา ๙๐๕,๐๐๐ โครน โดยใช้เงินของวัดราว ๕๐๐,๐๐๐ โครน และส่วนที่เหลือขอกู้จากธนาคาร
ต่อมาในวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๑ วัดพุทธาราม ได้ประกาศเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสอย่างเป็นทางการนับเป็นมิ่งมงคลของชาวพุทธไทยในสวีเดน ที่องค์คุณอันครบถ้วนของพุทธศาสนา อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ได้ฝังรากหยั่งลึกลง ณ ผืนแผ่นดินแห่งนี้ ให้ได้ร่วมกันอนุโมทนา และสนับสนุนการดำเนินงานอันเป็นประโยชน์ของวัดให้ยิ่ง ๆขึ้นไป
ปัจจุบัน วัดพุทธาราม สวีเดน เติบใหญ่และมั่นคงถาวรขึ้นทุกที่ด้วยเพราะมี “หลวงตา” หรือพระราชรัตนรังสี ที่พุทธศาสนิกชนเลื่อมใสให้ความเคารพนับถือมาก ท่านได้อุทิศแรงใจแรงกายให้แก่การทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างไม่กลัวเกรงความลำบากและความเหน็ดเหนื่อย นอกจากการทำงานอย่างหนักในประเทศสวีเดนแล้ว ท่านยังได้ให้การสนับสนุนการก่อตั้งวัดพุทธาราม ที่ประเทศฟินแลนด์ และวัดไทยนอร์เวย์ ที่ประเทศนอร์เวย์อีกด้วย
แล้วเหตุการณ์ที่ไม่มีใครขาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อ “หลวงตา” ได้มรณภาพลงอย่างกะทันหัน เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๖ ขณะมีอายุได้เพียง ๖๑ ปี เป็นการจากไปอย่างสงบ แต่ก็เร็วจนไม่มีใครตั้งตัวทัน ทุกคนเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาลัยต่อการจากไปของท่านมาก ต่อมา พระมหาบุญทิน ปุญญฺธโช ซึ่งเป็นพระลูกวัดและอยู่จำพรรษาที่วัดพุทธารามกับหลวงตามาตลอด ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นประธานสงฆ์ของวัดต่อจากหลวงตา ได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพถวายหลวงตา ร่วมกับสมาคมชาวพุทธไทย และลูกศิษย์ทั้งหลายขึ้นเมื่อ วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๗ ในวันนั้นมีพระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก กับคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงตาอีกเป็นพันคน มารวมงานกันอย่างพร้อมเพรียงกัน
วัดพุทธารามเป็นวัดแห่งแรกในสวีเดน และในสแกนดิเนเวีย ได้รับการพัฒนาร่วมกันดูแลโดย สมาคมชาวพุทธไทยในสวีเดน ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม สถานเอกอัครราชทูตไทยในสวีเดน การบินไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นอย่างดี ตลอดเวลาที่ผ่านมามีทั้งชาวไทย ชาวสวีเดน และประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนา และยังมีนักเรียน นักศึกษา ประชาชนชาวสวีเดนเดินทางมาศึกษาพระพุทธศาสนา ปฏิบัติธรรม มาร่วมทำกิจกรรมที่วัดอย่างไม่ขาดสายและมีจำนวนมากขึ้นตามลำดับ ทำให้มีพื้นที่การจัดงานไม่เพียงพอ ประธานสงฆ์ และคณะกรรมการสมาคม จึงได้ประชุมกันและมีมติให้ซื้อที่ดินข้างวัด อีก ๑ ผืนรวม ๒,๙๘๓ ตารางวา ในราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ โครน เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ และปรับปรุงอาคารหลังที่ซื้อใหม่ให้แล้วเสร็จ เพื่อขยายพื้นที่ให้สามารถรองรับประชาชนที่มาร่วมงานที่วัด นอกจากนี้ยังจัดสร้างที่พักพระสงฆ์ ที่พักผู้ที่มาปฏิบัติธรรม และลานจอดรถเพิ่มเติม โดยทางวัดได้ผ่อนชำระผ่านธนาคารทุกเดือน ปัจจุบันสถานที่ดังกล่าวได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มทีทุกครั้งเมื่อมีงาน
History of Buddharama Temple
About 20 years ago, many Thai people who live in Sweden struggled with various problems that they confronted such as the cold weather, different people, cultures, ways of life etc. A lot of them were unavoidedly spiritual and mentally sick. The necessity of having Buddhists temple became a big issue to discuss at that time.
In 1983, a group of Thai people led by Mr.Prachak Suwannapeth and his friends raised funds and rented a flat in Kommun Alby (a Stockholm suburb) for temporary Thai Temple office that later was given name “The Buddahrama Temple”
The first activity was Makha Pucha Ceremony presided over by Phra Maha Chamnong Chuttintharo (Luang-ta ) Who later became the first lord abbot of the temple to give a sermon.
The Temple afterwards had many important religious and cultural activities. More people both inside and outside Sweden joined the temple’s activities enabling the temple to grow rapidly. Mr. Chuttintorn Hemachantorn the president at that time, decided to buy a piece of land of 3,000 square meters near the pretty torsby lake in Kommun Värmdö for building a bigger new temple which was finally successfully inaugurated on the 4 th of June ,1983.
The present lord abbot of the Buddharama temple is Phrakhru Sutaputhitthituch (Phramah Boonthin Panyatacho) and he is president of the Thai Buddhist association in Sweden too.
Long term project
-
Expanding the temple by purchasing more nearby land of 2,983 square meters for 1,000,000 krones
-
Building a new temple in Kommun Åsele in Lapland the northem part of Sweden becoming the largest Thai Buddhist Temple in Europe.
http://www.youtube.com/watch?v=Bg_cwamjWO8
ท่านผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์จะบริจาค หรือติดต่อทางวัด
สามารถติดต่อได้ที่วัดพุทาราม Buddharama Temple
ที่ตั้ง Torsbyvägen 42, 13951 Värmdö Sweden
Tel: (0046)08-570 24 916 Fax(0046) 08-57024 213
www.buddharam.com E-mail:
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

|